ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน
 
 
 
    ปาล์มน้ำมันชนิดที่ปลูกเป็นการค้ามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยผ่านทางอินโดนีเซียและมาเลเซีย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2470 ที่สถานีทดลองยางคอหงษ์จังหวัดสงขลา และสถานีกสิกรรมพลิ้ว จังหวัด จันทบุรี ส่วนการปลูกเพื่อเป็นการค้าเริ่มต้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลาแต่ก็ได้ล้มเลิกกิจการไปจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2511 ได้มีการส่งเสริมอีกครั้งหนึ่ง และพื้นที่เพาะปลูกขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2530 มีเนื้อที่การปลูกน้ำมัน 600,000 ไร่  โดยแยกออกเป็นสวนปาล์มของบริษัทร้อยละ 57 สวนของเอกชนร้อยละ 28 และในสหกรณ์นิคมร้อยละ 15  พื้นที่เพาะปลูกปาล์มยังขยายตัวออกไปอีกทุกปี ปาล์มน้ำมันเจริญเติบโตและให้น้ำฝนตั้งแต่ 2,000 มิลลิเมตรต่อปีขึ้นไป จึงปลูกกันมากในภาคใต้และชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ่าวไทย
 

  น้ำมันปาล์มเกิดขึ้นจากผลปาล์ม 2 ส่วนคือ จากเปลือกหุ้มภายนอก และจากเนื้อใน
ของเมล็ดน้ำมันจากเปลือกของปาล์ม ประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัวประมาณร้อยละ
52 และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ร้อยละ 48 ดังนั้น จึงต้องนำน้ำมันดิบผ่านกรรมวิธีแยกกรด
ไขมันทั้งสองออกจากกัน นำน้ำมันไม่อิ่มตัวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น ใช้ปรุงอาหาร ทำเนยเทียม หรือ มาการีน เนยขาวเป็นส่วนผสมของนมข้นหวาน ไอศกรีม และขนมอีกหลายชนิดส่วนที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวก็ไปทำสบู่ ผงซักฟอก และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ
           

    ส่วนน้ำมันเนื้อในของเมล็ดปาล์ม ประกอบด้วยน้ำมันชนิดอิ่มตัวสูงถึงร้อยละ 85 - 90 ทำให้ไม่เหมาะต่อการบริโภค จึงนำ
ไปใช้ในอุตสาหกรรมทำสบู่ เครื่องสำอาง ผงซักฟอกอุตสาหกรรมสี และเรซิน เป็นต้น
ปาล์มน้ำมันมีอยู่หลายชนิด แต่ที่ปลูกเป็นการค้ามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Elaeis guineensis และจำแนกออกเป็น 3 พันธุ์ คือ
1. พันธุ์ดูรา (Dura) มีเปลือกหุ้มผล ค่อนข้างบางและมีกะลาหนา มีปริมาณน้ำมันต่อทะลายต่ำเพียงร้อยละ 18 - 20
2. พันธุ์ฟิสิเฟอรา (Pisifera) มีเปลือกหุ้มผลค่อนข้างบาง แต่ให้ผลขนาดเล็กและดอกตัวเมียเป็นหมันผลิตผลต่อต้นต่ำ
3. พันธุ์เทนเนอรา(Tenera) เป็นพันธุ์ ลูกผสม โดยรวมลักษณะดีจากทั้งสองพันธุ์ดังกล่าวเข้าด้วยกัน โดยใช้ดูราเป็นแม่
    และฟิสิเฟอรา เป็นพ่อ ให้น้ำหนักผลปาล์มต่อทะลายสูง เนื่องจากมีเปลือกหุ้มผลที่หนา และมีปริมาณน้ำมันมาก

  ผลปาล์มน้ำมันเป็นรูปเรียวรีหรือรูปไข่ มีขนาดกว้าง 3 เซนติเมตร และยาว 5 เซนติเมตรมีน้ำหนักผลละ 10-15 กรัม
เปลือกผิวนอกของผลปาล์มเป็นสีเขียวหรือดำเมื่ออ่อน และเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงเมื่อสุกแก่ ภายใต้เปลือกเป็นเมล็ดจะ
ประกอบด้วยกะลาและเนื้อในซึ่งมีต้นอ่อน ฝังอยู่ เมื่อนำไปเพาะให้งอกจะเห็นรากและยอดอ่อนโผล่ออกมาจากช่องของ
กะลา รากของปาล์มน้ำมันเป็นระบบรากฝอย แตกออกจากโคน เพื่อทำหน้าที่ยึดลำต้น ดูดน้ำและแร่ธาตุ โดยต้นปาล์มที่
เจริญเติบโตเต็มที่จะมีรากจำนวนมากประสานกันอยู่อย่างหนาแน่นในบริเวณใต้ผิวดิน 30-50 เซนติเมตร  รากอาจมีขนาด
ใหญ่และยาวถึง 5 เมตร แตกออกเป็นรากที่สองและที่สามซึ่งมีความยาวและขนาดเล็กลง แต่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
 
  ลำต้นปาล์มตั้งตรง เปลือกภายนอกแข็ง ภายในเนื้อเยื่อและเส้นใยต้นปาล์มมียอดอยู่ยอดเดียว ถ้าถูกทำลายต้นปาล์มก็จะตายในช่วง 3 ปีแรก ลำต้นจะเจริญเติบโตขยายตัวออกทางด้านข้าง มีโคนอวบใหญ่ หลังจากนั้นจึงยึดตัวเติบโตทางยอด ปล้องบนลำต้นเห็นได้อย่างชัดเจนต้นปาล์มอาจสูงถึง 30 เมตร และมีอายุนานถึง100 ปี แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้ามีความสูงเพียง 15-18 เมตร และตกผลดกในช่วงอายุ 25 ปี หลังจากนั้นจะตกผลน้อยลง

   ใบปาล์มเป็นใบประกอบมีความยาว 6-8 เมตร มีใบเล็กหรือทางใบยาวประมาณ 1 เมตร แตกออกจากก้านใบทั้งสองด้านเป็นรูปขนนกจำนวนประมาณ 100-160 คู่ ก้านใบมีหนามแหลมเรียงอยู่ 2 แถว ทางใบแตกออกจากยอดประมาณปีละ 20-40 ทาง และมีอายุประมาณ 2 ปี ช่อดอกแยกเป็นช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ออกสลับกันจากมุมก้านใบ
แต่มีช่อดอกตัวเมียมากกว่า การพัฒนาตั้งแต่ตาดอกจนถึงดอกบานและรับการผสมเกสรใช้เวลา 30 เดือน หลังจากนั้นอีก 6 เดือน ผลบนทะลายจึงสุกแก่ ช่อดอกตัวเมียประกอบด้วยช่อดอกย่อยประมาณ 100-110 ช่อ และแต่ละช่อย่อยมีดอกตัวเมีย 15-30 ดอก ดังนั้นในหนึ่งทะลายมีดอกตัวเมียประมาณ 4,000 ดอก

   การปลูกปาล์มน้ำมันเริ่มต้นด้วยการนำเมล็ดมาเพาะในถุงให้งอกเป็นต้นกล้า (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-9 สัปดาห์) หลังจากนั้นจึงย้ายลงปลูกในถุงบรรจุดิน ขนาด 15 x 20 เซนติเมตร ต้นละถุง เก็บไว้ในเรือนเพาะชำ (อีก 1-3 เดือน) เพื่อสะดวกต่อการให้น้ำและดูแลรักษา ต่อจากนั้นจึงย้ายต้นกล้าลงปลูกในถุงขนาดใหญ่ (ขนาด 50 x 75 เซนติเมตร) นำไปเก็บรวมในแปลงเพาะเลี้ยง เพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ (ประมาณ 1 ปี) จึงย้ายไปปลูกในแปลงใหญ่ช่วงต้นฤดูฝน
 
  ต้นปาล์มขึ้นได้ดีในที่ที่มีหน้าดินลึก 75 เซนติเมตร และเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ำได้เร็วการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ควรแบ่งแปลงออกเป็นแปลงย่อย โดยตัดถนนผ่านระหว่างแปลง เพื่อสะดวกต่อการเข้าไปดูแลรักษา และขนส่งทะลายปาล์มจากสวนสู่โรงงาน ควรปลูกต้นปาล์ม เป็นแถวโดยมีระยะระหว่างแถว 8-10 เมตรระหว่างต้น 7-8 เมตร  จะมีต้นปาล์ม
20-30 ต้นต่อไร่

  หลังจากปลูกแล้วควรเข้าไปตรวจสวนทุกเดือนและทำการปลูกซ่อมต้นตาย  กำจัดวัชพืชที่ขึ้นคลุมต้นปาล์มตลอดจนทำ
การป้องกันกำจัดแมลงและศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ บางแห่งมีการปลูกพืชคลุมหน้าดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษา
ความชุ่มชื้นในดิน ให้ปุ๋ยเคมีตามที่กำหนดในคำแนะนำ

  ต้นปาล์มเริ่มออกช่อดอกเมื่อมีอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง - 2 ปี แต่เป็นช่อดอกขนาดเล็กและให้ผลิตผลไม่มากพอ จึงควรตัด
ดอกชุดแรกออกทิ้งเพื่อให้ต้นเจริญและสมบูรณ์ได้เต็มที่ การเก็บเกี่ยวผลิตผลอาจเริ่มจากปีที่สามเป็นต้นไป ผลิตผลของ
ปาล์มเพิ่มมากขึ้นตามอายุ และให้ผลิตผลสูงเมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 8 โดยเฉลี่ยให้ผลิตผลตั้งแต่ 8-15 ทะลาย/ต้น/ปี ทะลาย
หนึ่งมีผลปาล์ม 1,000-2,000 ผล และหนักทะลายละ 10-15 กิโลกรัม ต้นปาล์มจะให้ผลิตผลสูง ไปจนถึงอายุ 25-30 ปี
หลังจากนั้นเริ่มลดลง ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องรื้อสวนเก่าออกเพื่อปลูกใหม่ เมื่อผลปาล์มสุกแก่ เปลือกนอกจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม
และเริ่มร่วงหล่น เป็นระยะที่เปลือกมีน้ำมันสะสมมากที่สุด ควรรีบทำการเก็บเกี่ยวทันทีโดยใช้เสียมหรือมีดตัดที่ก้านของ
ทะลาย และนำส่งโรงงานหีบน้ำมัน โดยให้ได้รับการกระเทือนน้อยที่สุดภายในเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะได้น้ำมันคุณภาพสูง